เลสเตอร์ คู่แข่งตัวจริง ลิเวอร์พูล

เลสเตอร์ ซิตี้ ในเวลานี้ยากจะหยุดจริงๆ ล่าสุดบุกไปชนะ แอสตัน วิลล่า 4-1 ถึงสนามวิลล่า พาร์ค เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้ไล่บี้ ลิเวอร์พูล เหลือ 8 แต้มแล้ว

ต้องยอมรับว่า “สุนัขจิ้งจอก” ขึ้นมาเบียดแย่งแชมป์ กับ “หงส์แดง” อย่างเป็นทางการ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็สะดุดแพ้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้ห่างจ่าฝูง ถึง 14 แต้ม

อย่างไรก็ตาม เลสเตอร์ ต้องเยือน “เรือใบสีฟ้า” และรับมือ ลิเวอร์พูล ในช่วงปลายเดือนธันวาคมนี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

1.วาร์ดี้ ฟอมฮอต
เจมี่ วาร์ดี้ เหมือนจะเลยจุดสุดยอดไปแล้ว หลังจากประสบความสำเร็จคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อฤดูกาล 2015/16 เพราะหลังจากนั้น “เดอะ ฟ็อกซ์” ก็เสมอตัวอยู่กลางตาราง ขณะที่ ดาวยิงเลือดผู้ดี ก็ทำหน้าที่ของตัวเองเพียงแค่พอใช้ได้

แต่ฤดูกาลนี้การทำหน้าที่เต็มตัวของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ทำให้ เลสเตอร์ และ วาร์ดี้ กลับมาโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอด โดยเฉพาะ อดีตหัวหอกทีมชาติอังกฤษ ตอนนี้ผลงานร้อนแรงจนยากจะหยุดได้ล่าสุดซัด 2 ประตูเกมถล่ม แอสตัน วิลล่า ทำให้ยิงไปแล้ว 8 แมตช์ติดต่อกันเป็นครั้งที่สองในพรีเมียร์ลีก (สถิติเก่ายิงประตูในพรีเมียร์ลีก 11 แมตช์ติดต่อกัน)

วาร์ดี้ ซัดไปแล้ว 16 ประตูจากการเล่น 16 แมตช์ในลีกฤดูกาลนี้ ต้องยกเครดิตให้กับเพื่อนร่วมทีมที่ช่วยสร้างโอกาสมากมายให้กับเจ้าตัว

2.เลสเตอร์ คู่แข่งตัวจริง ลิเวอร์พูล
หลังจาก ลิเวอร์พูล ปราบ บอร์นมัธ ในเกมวันเสาร์ เลสเตอร์ ซิตี้ ก็ได้รับแรงกดดันทันที เพราะต้องเล่นในวันอาทิตย์กับ แอสตัน วิลล่า ด้วยคะแนนหนีห่างไปไกลถึง 11 คะแนนเลยทีเดียว แต่ เลสเตอร์ แสดงให้เห็นว่านี่คือทีมที่จะก้าวขึ้นมาต่อกรและขัดขวางการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีสมัยแรกในรอบ 3 ทศวรรษ พวกเขาระเบิดภูเขาเผากระท่อมถึงถิ่นวิลล่า พาร์ค ไปถึง 4-1 แบบสบายๆ

ทำให้ไล่จี้ลิเวอร์พูลมาที่ 8 แต้มเท่าเดิม และเก็บ 3 แต้มได้ 8 เกมติดต่อกันในพรีเมียร์ลีก เป็นสถิติสโมสร และหลังจากผ่านไป 16 แมตช์ พวกเขามีแต้มมากกว่าฤดูกาล 2015/16 ที่ทีมคว้าแชมป์  

3.เกมรับดีเกมรุกเยี่ยม
ลิเวอร์พูล แม้ว่าจะคว้าชัยชะ 15 เกม และเสมอเพียง 1 แมตชเท่านั้น แต่นัดล่าสุดเป็นการเก็บคลีนชีตนัดที่ 3 เท่านั้น นั่นแสดงให้เห็นว่าทีมเสียประตูบ่อยมากโดยเช็คดูแล้วผ่านไป 16 เกม ลิเวอร์พูลเสียไป 14 ประตู ยิงได้ 40 ลูก

ขณะที่ เลสเตอร์ เกมรับของพวกเขาแข็งแกร่งมากๆ ตั้งแต่เกมไปแพ้ ลิเวอร์พูล 1-2 พวกเขาเสียเพียงแค่ 3 ประตู โดยรวมทั้งหมด 16 แมตช์เสียไป 10 ลูกน้อยสุดในลีกเวลานี้ แถมยังตะบันไป 39 ประตูเป็นรองแค่ “หงส์แดง” กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (44 ประตู) เท่านั้น

4.สองแมตช์อาจพลิกชีวิต
ในแมตช์ต่อไป โปรแกรมก็ช่างดีเหลือเกินเมื่อ เลสเตอร์ เตรียมเปิดบ้านรับมือ นอริช ซิตี้ ในวันเสาร์ที่ 14 ธ.ค. ทีมรองบ๊วย ขณะที่ ลิเวอร์พูล ก็ไม่เจอเกมหนักพบกับ วัตฟอร์ด ที่สนามแอนฟิลด์ หงส์แดง แข่งเป็นคู่แรก ทำให้มีโอกาสส่งแรงกดดันให้กับคู่แข่งก่อน
กระนั้นสองแมตช์หลังจากนั้นก็คือการเยือนเอติฮัด สเตเดี้ยม ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตามด้วยรับมือ ลิเวอร์พูล ที่คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ซึ่งเป็นสองแมตช์ที่สำคัญมากๆ ทั้งของ “เดอะ ฟ็อกซ์” และ “เดอะ เร้ดส์” สองเกมนี้ เลสเตอร์ ไม่ได้แต้มเลย พวกเขาอาจจะโดนจ่าฝูงทิ้งห่างไปไกล แต่หากผลการแข่งขันเข้าทาง งานนี้ไล่บี้หายใจรดต้นคอกันเลยทีเดียว ช่วงเดือนธันวาคมนี้ ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างแท้จริง

5.ร็อดเจอร์ส กับการปรับเปลี่ยนที่คืนชีพ เลสเตอร์
ชนะ 3 เกม, เสมอ 1 นัด และแพ้ 6 หน ของ เลสเตอร์ ซิตี้ ในช่วง 10 เกมสุดท้ายที่ผู้จัดการทีมของเขายังชื่อว่า โคล้ด ปูแอล แน่นอนว่ามันเป็นฟอร์มที่เลวร้ายจนทำให้ ปูแอล โดนปลดออกจากตำแหน่งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ปี 2019
ในอีกราว 2 วันหลังจากนั้น เลสเตอร์ ก็ประกาศว่า เบรนแดน ร็อดเจอร์ส จะเข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ของทีม ซึ่งหลายคนก็ยังไม่เชื่อว่า ร็อดเจอร์ส มีดีพอที่จะชุบชีวิตแชมป์ พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาล 2015-16 ได้ เพราะถึงแม้เขาจะทำผลงานได้ดีกับ เซลติก จนได้ทริปเปิ้ลแชมป์รายการภายในประเทศถึง 2 ฤดูกาล (แชมป์ลีก, แชมป์ สกอตติช คัพ และแชมป์ สกอตติช ลีก คัพ) รวมถึงได้แชมป์ สกอตติช ลีก คัพ ในซีซั่น 2018-19 แต่ภาพลักษณ์ตอนที่ล้มเหลวกับ ลิเวอร์พูล ยังติดตัวเขาอยู่

เมืองแมนเชสเตอร์กลายเป็นสีแดงหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หักปากกาเซียนด้วยการบุกไปเฉือนชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-1 โดย โดยนำสองประตูในครึ่งแรก ก่อนครึ่งหลังจะตั้งรับยันสกอร์จนคว้าสามแต้มได้ ผลการแข่งขันของเกมนี้ทำให้เกิดผลกระทบกับการลุ้นแชมป์และการลุ้นท็อปโฟร์

1.เกมสวนกลับหยุดไม่อยู่

ต้องบอกว่าโซลชาค่อนข้างชอบเกมในลักษณะแบบนี้มากเน้นเกมรับเป็นหลักและใช้ความเร็วของผู้เล่นแดนหน้าสวนกลับคู่แข่งเหมือนระบบ4-4-2ช่วงครึ่งชั่วโมงแรก”เรือใบสีฟ้า”มีปัญหาในการรับมือเกมสวนกลับของ”ผีแดง”เป็นอย่างมาก แดเนียล เจมส์, เจสซี่ ลินการ์ด, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล และมาร์คัส แรชฟอร์ด ต่างเคลื่อนที่กันสนุกและปั่นป่วนแนวรับแมนฯซิตี้ โดยเฉพาะ แรชฟอร์ด ที่หลุดประกบจ่ายคิลเลอร์พาสสวยๆหลายลูก ยังมีจังหวะยิง 2-3 ครั้ง เรื่องเกมสวนกลับตอนนี้ โซลชา ถือว่าทำได้ดีเหลือแต่เกมที่ต้องบุกใส่คู่แข่งทีมมักจะไปไม่เป็นทุกที คงต้องมีการปรับปรุงกันต่อไป

2.วีเออาร์เคลียร์ชัด?

เป็นอีกครั้งที่วีเออาร์มีส่วนสำคัญในการพลิกเกมโดยเฉพาะในครึ่งแรก การทำฟาวล์ของ แบร์นาโด้ ซิลวา ส่งผลให้ แมนฯซิตี้ ต้องเสียจุดโทษซึ่งเมื่อผู้ตัดสินเช็คภาพจากวีเออาร์แล้วก็ต้องบอกว่ามีส่วนทำให้ แรชฟอร์ด เสียหลักล้ม  จังหวะนี้ถือว่าตัดสินข่อนข้างชัดเจน
ยังมีอีกหนึ่งเหตุการณ์ปัญหาเมื่อ เฟร็ด ล้มตัวบล็อกลูกและบอลไปโดนแขนออกหลัง จังหวะนี้ผู้เล่นแมนฯซิตี้ มองว่าเป็นการบังวิถีบอลต่างวิ่งมาเพื่อประท้วงผู้ตัดสินที่ให้แค่ลูกเตะมุม โดยผู้ตัดสินมองว่า มิดฟิลด์บราซิลเลี่ยน แสดงเจตนาที่จะเก็บแขนก่อนพุ่งสไลด์ จะเห็นว่าแขนไม่ได้กางออกมาแบบผิดธรรมชาติ นั่นทำให้ปล่อยผ่านเหตุการณ์นี้ไป

3.วาน-บิสซาก้าเอาอยู่

ก่อนเกมนี้หลายคนคงจับตามองการปะทะกันของสองนักเตะอย่าง อารอน วาน-บิสซาก้า และราฮีม สเตอร์ลิ่ง ซึ่งต้องดวลกันต่อตำแหน่ง สเตอร์ลิ่งเป็นปีกที่กองหลังหลายคนรับมือยากมาก  โดยตอนต้นเกม สเตอร์ลิ่ง กระชากหนี วาน-บิสซาก้า จนเสียเชิงและทีมเกือบเสียประตู
ทว่าหลังจากนั้นทั้งเกม วาน-บิสซาก้า สามารถตามประกบได้แบบอยู่หมัด มีจังหวะหนึ่งที่ ปีกทีมชาติอังกฤษกระชากหนีเข้ากลางจนจนมีช่องจะยิงทว่า อดีตแบ็กขวาพาเลซ ตามประกบเป็นเงาและจิ้มบอลออกหลังไปได้อย่างสุดยอด สุดท้ายเป็นเกมที่ สเตอร์ลิ่ง เล่นไม่ออก ส่วน วาน-บิสซาก้า โชว์แท็กเกิ้ลสำเร็จถึง 5 ครั้งถือเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ทำให้ แมนฯยูไนเต็ด ปราบทีมร่วมเมือง

4.เรือใบกับการลุ้นแชมป์-ผีกลับเส้นทาง

สถานการณ์การลุ้นแชมป์ในตอนนี้ แมนฯซิตี้ แทบจะหมดสิทธิ์ในการป้องกันแชมป์อีกสมัยหลังตกเป็นฝ่ายตามหลัง “หงส์แดง” ถึง 14 แต้ม อาการบาดเจ็บของนักเตะมีส่วนทำให้ “เรือใบสีฟ้า” จ่อพลาดแชมป์ในฤดูกาลนี้ เอมเมอริค ลาป๊อร์ก กองหลังตัวหลักบาดเจ็บยาว และตัวทำสกอร์อย่าง เซร์คิโอ อเกวโร่ อีกคน
ด้าน แมนฯยูไนเต็ด ที่ช่วงต้นฤดูกาลดูเหมือนจะห่างไกลสำหรับการลุ้นพื้นที่ยุโรปในฤดูกาลนี้ ทว่าหลังจากเก็บชัยชนะในเกมใหญ่สองนัดล่าสุด พวกเขาห่างจากท็อปโฟร์ 5 แต้ม นี่จะเป็นบทพิสูจน์ของ โซลชา ว่าจะพาทีมทำผลงานได้คงเส้นคงวาหรือไม่

5.ชอบทีมใหญ่
เล็กๆไม่ใหญ่ๆชอบ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ยังไม่แพ้ทีมจากท็อป 6 ในฤดูกาลนี้ จาก 6 นัดในทุกรายการ โซลชา พาลูกทีมเก็บชัยชนะ ได้ถึง 4 ครั้ง และเสมออีก 2 นัด และถ้าหากนับรวมทีมลุ้นแชมป์อย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ เข้าไปด้วยจะทำให้เขาชนะถึง 5 จาก 7 นัด

แข้งแมนยูเล่นได้ยอดเยี่ยมแทบจะทุกคน โดยเฉพาะแนวรับที่ช่วยกันต้านทานเกมรุกของเจ้าถิ่นได้อย่างแข็งแกร่ง ส่วนแนวรุกก็เล่นเกมสวนกลับได้ดุเหลือเกิน

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ สุดสัปดาห์นี้เป็นแมตช์เดย์ที่ 16

“เอฟเวอร์ตัน-เชลซี”
ทอฟฟี่สีน้ำเงิน จัดการปลด มาร์โก ซิลวา ไปแล้ว เซ่นผลงานยอดแย่นับตั้งแต่เปิดซีซั่นที่ตอนนี้อยู่ในโซนตกชั้น
การเจอกับ เชลซี ในกูดิสันปาร์ค ในช่วง 10 เกมหลังถือว่าทำได้ดี โดยพวกเขาเอาชนะได้ถึง 6 นัด
กิลฟี่ ซิกูร์ดส์สัน เจ้าตัวซัดใส่ สิงห์บลูส์ ในนามนักเตะเอฟเวอร์ตันไปแล้ว 5 ลูก

ผ่านไป 7 เกมเมื่อเล่นนอกบ้าน เชลซี ยิงประตูเกมเยือนไปได้ 19 ลูก ซึ่งเทียบเท่ากับสถิติสูงสุดที่ทำได้ตอนช่วงเวลาเดียวกันกับ ซีซั่น 1966/67 และ 2008/09
แทมมี่ อับราฮัม เป็นผู้เล่นที่ยิงประตูในวันเสาร์มากที่สุดในลีกตอนนี้ โดยยิงไป 9 ประตู

“บอร์นมัธ-ลิเวอร์พูล”

ครั้งสุดท้ายที่ ซาดิโอ มาเน่ ยิงให้ ลิเวอร์พูล แล้วทีมแพ้ เกิดขึ้น เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2016 และทีมเพิ่งทำสถิติไร้พ่ายในลีกสูงสุดของสโมสรที่ 32 นัด

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ซาดิโอ มาเน่"

ลิเวอร์พูล เอาชนะ บอร์นมัธ ได้ตลอด 4 เกมหลังสุด โดยชนะด้วยสกอร์ห่าง 3 ประตู ความพ่ายแพ้ 4 นัดหลังของ บอร์นมัธ ในลีก แพ้ด้วยผลต่าง 1 ประตูทุกนัด โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยิงประตูใส่ บอร์นมัธ ทุกนัดที่เจอกัน 4 ครั้ง ซึ่งเป็นทีมเดียวที่เขายิงประตูใส่ได้ 100% 

“สเปอร์ส-เบิร์นลี่ย์”
โชเซ่ มูรินโญ่ พบกับความพ่ายแพ้นัดแรกกับ สเปอร์ส เมื่อเกมที่ผ่านมา
การเจอกับ เบิร์นลี่ย์ ที่บ้านตัวเอง สเปอร์ส เอาชนะได้ถึง 7 จาก 8 นัดในทุกรายการ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โชเซ่ มูรินโญ่"

ซน ฮึง-มิน มีส่วนร่วมกับประตูไปแล้ว 13 จาก 14 ประตู ที่สนามท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ด้วยการยิง 8 ประตู และอีก 5 แอสซิสต์ 
เกมล่าสุดที่ทั้งคู่เจอกัน เป็น เบิร์นลี่ย์ ที่เอาชนะได้ 2-1 ซึ่งครั้งสุดท้ายที่ พวกเขา ชนะ สเปอร์ได้สองเกมติดเกิดขึ้นตอนเดือนเมษายน ปี 1975

“แมนฯ ซิตี้-แมนฯ ยูไนเต็ด”
ชัยชนะ 15 นัดของ แมนฯ ซิตี้ ที่มีต่อทีมเพื่อนร่วมเมือง 10 จาก 15 นัดนั้นเกิดขึ้นในช่วง 8 ปี

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เป๊ป"
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โซลชา"

แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้แค่เกมเดียวในการออกไปเยือนถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม อย่างไรก็ตามความพ่ายแพ้นั้นเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว
การเจอกับทีมกลุ่มบิ๊ก ซิกซ์ของ ยูไนเต็ด ทำได้ดี เมื่อพวกเขาไม่แพ้ทีมในกลุ่มนี้เลยตลอด 5 เกมหลังสุด (ชนะ2 เสมอ3) รวมถึง 4 เกมในซีซั่นนี้ ซึ่งครั้งสุดท้ายที่ทัพผีแดงไม่แพ้ทีมบิ๊ก ซิกซ์ 6 นัดติดเกิดขึ้นในยุคของ หลุยส์ ฟาน กัล

“แอสตัน วิลล่า-เลสเตอร์”
สิงห์ผยอง แพ้ต่อ เดอะ ฟ็อกซ์ ในบ้านแค่เกมเดียวเท่านั้นตลอด 8 เกมหลังสุด โดยนัดเดียวที่แพ้เกิดขึ้นตอนเดือนธันวาคม ปี 2001

เทรเซเกต์ ลงเล่นเป็นตัวจริงแล้วทำประตูได้ตลอด 3 เกมหลังสุด
เลสเตอร์ เอาชนะเกมเยือนมาแล้ว 3 เกมติดโดยมีสกอร์รวมถึง 13-0 ซึ่งครั้งเดียวที่พวกเขาเอาชนะเกมเยือน 4 เกมติดกันนั้น คือซีซั่นที่เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูากาล 2013/14 ซึ่งตอนนั้เกิดขึ้นช่วงระหว่างเดือนตุลาคม ถึง ธันวาคม เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ทำทีมเอาชนะ แอสตัน วิลล่า ที่ วิลล่า พาร์ค ได้ตลอด 4 ครั้ง

“เวสต์แฮม-อาร์เซน่อล”
สถิติการเจอกันของลอนดอน ดาร์บี้ แมตช์ คู่นี้ เป็นฝั่ง อาร์เซน่อล ที่ทำได้ดีกว่า 46 เกมที่พบกัน อาร์เซน่อล เอาชนะได้ถึง 29 นัด เวสต์แฮม ชนะได้แค่ 8 นัดเท่านั้น

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เฟรดดี้ ลุงเบิร์ก"

เฟรดดี้ ลุงเบิร์ก ก้าวขึ้นมาคุมทีมแทน อูไน เอเมรี่ โดยสองเกมยังไม่เจอกับชัยชนะเลย (เสมอ1 แพ้1)
ฟอร์ม 5 นัดหลังสุดของ ขุนค้อน (แพ้ 4 ชนะ1) ส่วน เดอะ กันเนอร์ส (เสมอ 3 แพ้2)

ทหารเสือราชินี ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส เป็นทีมเดียวของลีกอาชีพอังกฤษในฤดูกาลนี้ที่เสียประตูทุกนัด หรือเท่ากับว่าในแต่ละเกม มีประตูเกิดขึ้นแน่ๆ 1 ลูก

ส่วนทีมที่รักษาคลีนชีทไม่ได้เลย หากเตะเหย้าหรือเยือน ได้แก่

นอริช ซิตี้ (พรีเมียร์ลีก) : เสียประตูเกมเหย้า 100%

เซาแธมป์ตัน (พรีเมียร์ลีก) : เสียประตูเกมเหย้า 100%

ลิเวอร์พูล (พรีเมียร์ลีก) : เสียประตูเกมเหย้า 100%

เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน (แชมเปี้ยนชิพ) : เสียประตูเกมเหย้า 100%

เซาธ์เอนด์ ยูไนเต็ด (ลีกวัน) : เสียประตูเกมเหย้า 100%

เชลซี (พรีเมียร์ชิพ) : เสียประตูเกมเยือน 100%

แอสตัน วิลล่า (พรีเมียร์ชิพ) : เสียประตูเกมเยือน 100%

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (พรีเมียร์ชิพ) : เสียประตูเกมเยือน 100%

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (พรีเมียร์ชิพ) : เสียประตูเกมเยือน 100%

ลูตัน ทาวน์ (แชมเปี้ยนชิพ) : เสียประตูเกมเยือน 100%

ดาร์บี้ เคาน์ตี้ (แชมเปี้ยนชิพ) : เสียประตูเกมเยือน 100%

วีแกน แอธเลติก (แชมเปี้ยนชิพ) : เสียประตูเกมเยือน 100%

เอเอฟซี วิมเบิลดัน (ลีกวัน) : เสียประตูเกมเยือน 100%

ซันเดอร์แลนด์ (ลีกวัน) : เสียประตูเกมเยือน 100%

ครอว์ลี่ย์ ทาวน์ (ลีกทู) : เสียประตูเกมเยือน 100%

ตัวเลขสวยๆ มาฝากครับ ดอร์ทมุนด์หากนำก่อน ค่าเฉลี่ยอยู่ที่3ลูกนิดๆ แต่ถ้าหากโดนก่อนมีสี่ลูกครึ่ง แมนยูฯ ไม่ว่าที่ไหนในฤดูกาลนี้ ครึ่งแรกจะมีประตู-ไม่ได้ก็ต้องเสียประตูทุกนัด เชลซียามเยือนใส่สูงได้เลย เอฟเวอร์ตัน มีประตูตั้งแต่นาทีที่70 ขึ้นไปมา 12นัดติดต่อกันแล้ว 

แล้วทีมใดบ้างในลีกสูงสุดของแต่ละชาติซีซั่นนี้ มีประตูเฉลี่ยในบ้านอย่างต่ำ 3 ประตูทุกเกม

มีเพียง เรด บูลล์ ซัลส์บวร์ก และ ซโวลเล่ เท่านั้น ที่เกมในบ้านทุกนัดมี 4 ประตู 100%

ชนะง่ายๆ ไม่เป็นเสียแล้วสำหรับ ลิเวอร์พูล ชั่วโมงนี้ หลังจากที่เมื่อคืนวันเสาร์ เปิดรัง แอนฟิลด์ เชือดหวิว ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 2-1

ทั้งที่ขึ้นนำก่อน 2-0 ตั้งแต่จบครึ่งแรก แต่เป็นเพราะความผิดพลาด ของ อลีสซง เบ็คเกอร์ ที่ทำให้ทีมต้องลุ้นเหนื่อยกว่าจะซิวชัยได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังคงนำโด่งเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก พร้อมโกยคะแนนหนี แมนซิตี้ ทีมอันดับสองไปไกลเป็น 11 แต้มแล้ว และนี่คือผลสอบของลูกทีม เจอร์เก้น คล็อปป์ ในแมตช์นี้

11 ผู้เล่นตัวจริง
-อลีสซง เบ็คเกอร์ : 4
น่าผิดหวังอย่างแรง เพราะกำลังจะมีเกมที่ดีอยู่แล้ว แต่ช่วงท้ายเกมดันตัดสินใจไม่ดี ออกมาใช้มือปัดบอลนอกเขตโทษ จนได้รับใบแดงแบบเสียค่าโง่ และหลังจากนั้นทีมก็ต้องพบกับความยากลำบาก

-เทรนต์-อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ : 8
กลับมาท็อปฟอร์มอีกครั้งสำหรับเรื่องลูกเปิด จากการที่ทำ 2 แอสซิสต์ในแมตช์นี้ ส่วนเกมรับก็ไม่มีอะไรผิดพลาด

-เดยัน ลอฟเรน : 6.5
กำลังอยู่ในช่วงที่ดี และเกมนี้รวมๆ แล้วก็เล่นได้แข็งแกร่ง แต่น่าเสียดายที่เขาน่าจะไล่ตามนักเตะทีมคู่แข่งได้ดีกว่านี้ จนเหมือนเป็นการบีบให้ อลีสซง ต้องออกมาใช้มือปัดบอล

-เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ : 9
เป็น “แมน ออฟ เดอะ แมตช์” ในเกมนี้อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะนอกจากขึ้นมาเหมาโขกทำสองประตูแล้ว เจ้าตัวยังทำงานหนักในเกมรับด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงท้ายเกมที่ทีมเหลือผู้เล่น 10 คน

-แอนดี้ โรเบิร์ตสัน : 6.5
มีความขยัน วิ่งขึ้นวิ่งลงตลอดทั้งเกม แต่โดยรวมยังไม่ได้ตามมาตรฐาน

-จอร์แดน เฮนเดอร์สัน : 6.5
อาจจะทำได้ไม่ดีพอกับการเล่นในบทบาทของ ฟาบินโญ่ แต่ก็ทำงานหนักมากในช่วงที่ทีมเหลือ 10 คน

-อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน : 7
เล่นได้เด่นสุดในแดนกลาง สามารถปั่นป่วนแนวรับทีมเยือนได้ แต่น่าเสียดายที่เกมนี้ไม่มีสกอร์ ทั้งที่มีโอกาสสวยๆ

-จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม : 6
ไม่มีอะไรโดดเด่น ซึ่งจริงๆ แล้วน่าจะทำได้ดีกว่านี้

-โมฮาเหม็ด ซาลาห์ : 5
อาจจะเป็นเพราะเรื่องสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ แต่ก็ถือเป็นอีกเกมที่เล่นได้น่าผิดหวัง และเงียบมากๆ ในแมตช์นี้ ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออก

-ซาดิโอ มาเน่ : 7
แม้ไม่มีประตู แต่ก็ถือว่ามีความอันตราย โดยเฉพาะการใช้ความเร็วและความพลิ้วเล่นงานแนวรับคู่แข่ง

-โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ : 6
มีโอกาสเน้นๆ 2 ครั้ง แต่พลาดไปหมดอย่างน่าเสียดาย นอกนั้นไม่มีอะไรโดดเด่น

สำรองที่ได้ลงเล่น
-อดัม ลัลลานา (แทน ซาลาห์ น. 69) : 5
มีส่วนร่วมกับเกมไม่มาก

-ดีว็อค โอริกี้ (แทน ฟีร์มีโน่ น. 76) : 5
แทบไม่ได้มีส่วนร่วมเลย

-อาเดรียน (แทน อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน น. 78) : 6
ลงมาไม่นานก็เสียประตูทันที ซึ่งจริงๆ แล้วจังหวะนั้นน่าจะมีสมาธิมากกว่านี้ แต่อย่างน้อยก็โชว์เซฟลูกสำคัญ แม้มีรับบอลหลุดมือจนชวนหวาดเสียวไปหนึ่งครั้งก็ตาม

ผล…WWWWWWWWDWWWWW
นั่นเป็นชัยชนะเกมที่ 13 จาก 14 นัดแรก
รวมแล้วเป็น 31 นัดในลีกที่ไม่แพ้ใคร เท่าสถิติยุคเดิม 1987/1988 ภายใต้การคุมทีมของเซอร์ เคนนี ดัลกลิช
ซึ่งจบปีนั้นหงส์คว้าแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 17
สถิตินี้…ยังเป็นรองเชลซี 40 นัด และอาร์เซนอล “ไร้พ่าย” 49 นัด
แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับการได้นำ “จ่าฝูง”ไปยาวๆ
คล็อปป์ เลือก จอร์แดน เฮนเดอร์สัน แทนตำแหน่งฟาบินโญ่

โดย ไวจ์นัลดุม กับ อ็อกซ์เลด เป็นกลางคู่กันยืนเหนือ กัปตัน

ต้นซีซั่นที่แล้ว ไม่มี ฟาบินโญ่ ในตัวจริง ลิเวอร์พูลชนะ 7 เสมอ 2 (เสมอเชลซีและแมนฯซิตี้)
การกลับมาใช้ เฮนโด รับบทนี้ ก็เหมือนกลับมาเล่นทีเดิม
15 นาทีแรก โอกาสโจมตี ไบรท์ตัน แบบชัดๆไม่มีเพราะทีม พอตเตอร์ รับในแดน ปิดการขึ้นบอลของแบ็กสองข้าง ได้ยิงครั้งแรกในเขตจาก ฟีร์มีโน แต่ติดเซฟ ประตูที่ได้มาจากฟรีคิกของ เทรนต์ เปิดโค้งเสาสองเข้าหัว ฟานไดค์ โหม่งย้อน 1-0 พอหงส์นำ แล้วก็เล่นง่าย ฟีร์มีโน่ , มาเน่ มีโอกาสโล่งๆ แต่ไม่คมเอง ก่อนมาได้ เทรนต์ เตะมุม ฟานไดค์ สะบัดเร็วแสกหน้า ไรอัน และได้ประตู 2-0 ยิงไปสามลูกในซีซั่นนี้ เกมจากจุดนั้นมันคือง่าย ทำให้ย่ามใจในการเล่น จน ดังค์ ยิงเผาขน หลุดกรอบ เป็นการส่งสัญญาณถึงหงส์  เกือบได้ลุ้นยิงประตู จังหวะสวนกลับขึ้นมาดีแต่ว่า ฟานไดค์ จิ้มบอลก่อน คอนนอลลี ง้างเท้ายิงในเขต

นับจากนี้มี 12 เกมใน 35 วัน แต่ คล็อปป์ คงต้อง “เขี้ยว”
ทั้งการหมุนนักเตะใช้และปิดเกมให้ได้แบบไม่ต้องเหนื่อย โอกาสเป็นใจขนาดนี้ บวกประสบการณ์ผิดหวังจากปีก่อน เชื่อว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ น่าจะออกแรงกระตุ้นให้หนัก รวมทั้งต้องลดความผิดพลาด เหมือนเกมครึ่งหลังกับไบรท์ตันจนทำให้รูปเกมนั้นกดดันตัวเอง ส่งผลให้แฟนหงส์ตื่นตระหนกตกใจกันทั้งโลก ดีนะครับว่ารอดพ้นการแบ่งแต้ม คือถ้าเสมอนี่จะเป็นอะไรที่น่าเสียดายอยู่ไม่น้อย ทั้งที่เรือใบพลาดให้แล้ว จุดนี้ 11แต้ม สบายๆ แต่เมื่อดูการไล่เก็บคะแนนกลับกลายเป็นเรื่องไม่ค่อยจะง่าย มีอะไรให้ลุ้นอยู่เรื่อย ย่ามใจอะไรไม่ได้ กับเส้นทางอีกยาวไกลนี่สินะ…ถ้าไม่ยากคงไม่ใช่ลิเวอร์พูล

การไม่แพ้ติดต่อกันอย่างยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีก

1.อาร์เซน่อล เป็นเจ้าของสถิติไม่แพ้ติดต่อกันนานที่สุด รวมถึงไร้พ่ายตลอดทั้งฤดูกาล 2003/04 ด้วยสไตล์การเล่นเน้นการผ่านบอลที่สวยงาม ผสานความแข็งแกร่งของนักเตะอย่าง เธียร์รี่,อองรี,ปาทริค,วิเอร่า,โซล,แคมป์เบลล์โดยมีสถิติที่ 49 นัดก่อนถูกแมนฯ ยูไนเต็ด หยุดสถิตินี้ที่ด้วยสกอร์ 2-0 จบเกม เชส ฟาเบรกาส เอาพิซซ่าไปปาใส่ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

2.เชลซี ในยุคแรกของ โชเซ่ มูรินโญ่ ก็สร้างความฮือฮาด้วยการคว้าแชมป์ทันที เกมรับที่เหนียวแน่นและแข็งแกร่งมาก จึงเป็นทีมที่แพ้ยากทำสถิติไร้พ่ายถึง40เกมติดต่อกันเป็นเวลา 12 เดือน ผู้เล่นสำคัญได้แก่ ดิดิเย่ณ์,ดร็อกบา,แฟรงค์,แลมพาร์ด,โคลด,มาเกเลเล่,จอห์น,เทอร์รี่ ก่อนจะเป็น แมนฯ ยูไนเต็ด อีกครั้งที่หยุดสถิตินี้ของทีมสิงห์บลูส์ ในเดือนพฤศจิกายนปี 2005

ผู้ทำประตูชัยให้ปีศาจแดงกำราบ เชลซี คือ ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์

3.ลิเวอร์พูล นับตั้งแต่แพ้เพียงนัดเดียวต่อ แมนฯ ซิตี้ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ถึงตอนนี้ ลิเวอร์พูล ยังไม่แพ้ใครในพรีเมียร์ลีกเลย ลิเวอร์พูล เพิ่มสถิติไม่แพ้ใครเป็นเกมที่ 30 ในลีก ขยับขึ้นมารั้งอันดับ 3 ตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เทียบเท่า อาร์เซนอล
…และกว่าจะออกไปเยือน แมนฯ ซิตี้ อีกครั้งก็เดือนเมษายน

4.ก่อนทำสถิติไร้พ่ายในฤดูกาล 2003/04 พลพรรคปืนโตทะลักเดือดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในซีซั่น 2001/02 โดยทำสถิติไม่แพ้ต่อเนื่องกันยาวนานจนถึงฤดูกาล 2002/03 เป็นจำนวน 30 เกม

ผู้หยุดอหังการของ อาร์เซน่อล คือดาวรุ่งหมูบิน เวยน์ รูนี่ วัยแค่ 16

5.ฤดูกาลที่แล้ว 2017/18 แมนฯ ซิตี้ ทำสถิติชนะ 18 นัดติดต่อกัน รวมถึงไม่แพ้มาตั้งแต่ปลายฤดูกาลที่แล้ว รวมกันถึง 30 นัด ก่อนจะออกไปอัปปางที่ แอนฟิลด์ ในเกมสุดมันที่หงส์แดงมีชัยด้วยสกอร์ 4-3

11 ผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์

ผู้รักษาประตู : ทิม ครูล (นอริช)
มีส่วนสำคัญทำให้ นอริช คว้าชัยเกมแรกนอกบ้าน ตลอดทั้งเกม อดีตนายด่านทีมชาติฮอลแลนด์ เซฟไปถึง 7 หนพร้อมพาทีมเก็บคลีนชีตได้อย่างสวยงาม

กองหลัง : เจมส์ ทาร์คอฟสกี้ (เบิร์นลี่ย์)
ทำทั้งประตู และแอสซิสต์ พา เบิร์นลี่ย์ บุกชนะ วัตฟอร์ด 3-0 ประตูจากเกมนี้นับเป็นประตูเกมนอกบ้านเกมแรกในรอบเกือบ 1 ปีของเขา

กองหลัง : แฟร์นานดินโญ่ (แมนฯ ซิตี้)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แฟร์นานดินโญ่

เป็นผู้เล่นของ ซิตี้ ที่ดูมีความมุ่งมั่นที่สุดในเกมนี้ มีจังหวะบล็อคสวยๆ จากลูกยิงของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ 
แฟร์นานดินโญ่ เป็นผู้เล่นที่สัมผัสบอลมากที่สุด และมีอัตราเอาชนะการดวลกับผู้เล่นเชลซี ถึง 76.9%

กองหลัง : ชักลาร์ โซยุนชู (เลสเตอร์)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ คัก ลาร์ โซยุนชู

ยิ่งเล่นยิ่งเด่น ยิ่งนานวันยิ่งไว้ใจได้ การต้องการขึ้นมาทดแทน แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อเขาเลย 
ตลอดทั้งเกมที่ เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม กองหลังทีมชาติตุรกี เคลียร์บอลได้ถึง 6 ครั้ง ตามเก็บกินแนวรุกของ ไบรท์ตัน ได้ทั้งหมด

กองหลัง : เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ (ลิเวอร์พูล)

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

จริงอยู่ที่เกมรับ ลิเวอร์พูล เก็บคลีนชีตไม่ได้ 10 นัดติดต่อกัน แต่ความสามารถส่วนตัวของ ฟาน ไดค์ นับเป็นสิ่งที่ หงส์แดง ได้ประโยชน์ มหาศาล
ความโดดเด่นของเขาจากเกมนี้คือ เคลียร์บอลได้ถึง 10 ครั้ง นอกจากนี้ ฟาน ไดค์ ยังเป็นผู้เล่นที่ผ่านบอลมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก ด้วยจำนวน 972 ครั้ง

กองกลาง : เดเล่ อัลลี (สเปอร์ส)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เดเล่ อัลลี
“นี่แกใช่ เดเล่ อัลลี ตัวจริงรึเปล่า” 

จบเกมนี้แฟนๆ ไก่เดือยทอง คงได้คำตอบกันแล้ว นอกจากจะทำแอสซิสต์ได้ เขายังเข้าปะทะบอลได้มากที่สุดเหนือเพื่อนร่วมทีมอีกด้วย

กองกลาง : ท็อดด์ แคนท์เวลล์ (นอริช)
ฟอร์มการเล่นสุดโดดเด่นที่สนามกูดิสัน พาร์ค ไม่แปลกใจที่เขาจะติดทีมยอดเยี่ยมของเราในสัปดาห์นี้
ในวัย 21 ปีนี่คือสกอร์เกมเยือนลูกแรกของ แคนท์เวลล์ บนลีกอังกฤษ จากการลงเล่น 18 นัด

กองกลาง : ชูเอา มูตินโญ่ (วูล์ฟส์)
ทำประตูสุดสวยใส่ บอร์นมัธ พาทีมบุกชนะจนกระโดดขึ้นไปรั้งอันดับ 5 ของตาราง

กองหน้า : ซน ฮึง-มิน (สเปอร์ส)

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ทำ 1 ประตูและ 1 แอสซิสต์ พา สเปอร์ส ยุค มูรินโญ่ คว้าชัยเกมแรก
ตลอดปี 2019 กองหน้าทีมชาติเกาหลีใต้ ยิงไปแล้ว 19 ลูกในทุกรายการ มากกว่า แฮร์รี่ เคน กองหน้าประจำทีมเสียอีก

กองหน้า : เจมี่ วาร์ดี้ (เลสเตอร์)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เจมี่ วาร์ดี้

อยู่ในช่วงฟอร์มที่พีคจริงๆ สำหรับ เจมี่ วาร์ดี้ นี่เป็นเกมที่ 5 ติดต่อกันในลีกที่เขาทำประตูได้ โดยยิงไปทั้งหมด 7 ประตู

กองหน้า : ซาดิโอ มาเน่ (ลิเวอร์พูล)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ซาดิโอ มาเน่

ซาดิโอ มาเน่ ทำสถิติยิง พาเลซ ไปแล้ว 8 ประตู แถมยังยิงติดต่อกันในลีกใส่คู่แข่งทีมเดิม 5 นัด ต่อจากตำนานหงส์แดงที่เคยทำไว้อย่าง ไมเคิล โอเว่น และ หลุยส์ ซัวเรซ

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โชว์ให้เห็นถึงความเขี้ยวลากดินของพวกเขาหลังสามารถปราบ เชลซี ที่กำลังอยู่ในช่วงฟอร์มยอดเยี่ยมได้สำเร็จ

เป็นเกมที่ทั้งสองแลกหมัดกันอย่างสนุกแต่ต้องชมแนวรุก “เรือใบสีฟ้า” ที่คงเส้นคงวามากกว่าทำให้ซิวชัยไปได้ เรามีประเด็นน่าสนใจจากเกมนี้มาฝากกัน

1.เสียบอลง่ายหลายครั้ง
สิ่งน่าสังเกตจากการเล่นของ เชลซี ภายใต้กุนซือ แฟร้งค์ แลมพาร์ด คือการกล้าผ่านบอลไปมาในพื้นที่อันตรายโดยเฉพาะในแดนหลัง มีหลายครั้งที่พวกเขาทำได้เยี่ยมทั้งการจับบอลและการเคลื่อนที่เพื่อหลีกหนีการเพรสซิ่งจากทั้ง เควิน เดอ บรอยน์, เซร์คิโอ อเกวโร่ และคนอื่นๆ แต่แน่นอนว่ามันเป็นแผนการที่ค่อนข้างเสี่ยงโดยเฉพาะหากเสียบอลให้กับแนวรุกของ แมนฯซิตี้ เราจะเห็นว่าในช่วง 45 นาทีแรกพวกเขาจ่ายบอลผิดพลาดง่ายๆถึง 3 ครั้ง

จอร์จินโญ่ พยายามจ่ายบอลตรงกลางสนามแต่โดน เควิน เดอ บรอยน์ ตัดบอลและเป็นที่มาของประตูตีเสมอ ขณะที่ มาเตโอ โควาซิช ก็ไม่ต่างกัน การเสียบอลของเขานำมาซึ่งประตูชัยของ ริยาด มาห์เรซ ส่วน เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า ก็ดันจ่ายบอลผิดพลาดง่ายๆดชคดีที่ เซร์คิโอ อเกวโร่ ยิงชนคาน หาก แลมพาร์ด ยังคงใช้สไตล์การเล่นแบบนี้ต่อไปเขาคงต้องกำชับลูกทีมให้มากขึ้นไม่อย่างนั้นจะโดนลงโทษเหมือนเกมกับ แมนฯซิตี้ 

2.มาห์เรซแผลงฤทธิ์
ภาพที่คุ้นตาของพวกเรามักจะเป็น ราฮีม สเตอร์ลิง ที่ปั่นป่วนแผงหลังคู่แข่งและมีส่วนกับการทำประตูอยู่ตลอด แต่เกมนี้ถือเป็นหนึ่งในเกมที่เขามีบทบาทน้อยที่สุดในฤดูกาลนี้โดยเฉพาะในครึ่งแรกที่แทบไม่มีส่วนร่วมกับเกมรุกเลย และกลับกลายเป็น ริยาด มาห์เรซ ที่โชว์ฟอร์มโดดเด่นเป็นอย่างมาก ซึ่งนี่ถือเป็นแค่เกมที่ 5 เท่านั้นที่เขาออกสตาร์ทในฤดูกาลนี้ ทั้งๆที่เขาลงเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แทบทุกนัด มาห์เรซ ไม่ทำให้ เป๊ป ผิดหวังเมื่อเขาพาทัวร์แนวรับเชลซีเป็นว่าเล่นและเป็นคนกดประตูชัยให้กับทีม ไม่มีผู้เล่น “เรือใบสีฟ้า” คนไหนในเกมนี้ที่มีโอกาสยิงประตูและเลี้ยงผ่านคู่แข่งมากกว่าเขาอีกแล้ว ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงนายใหญ่ แมนฯซิตี้ ว่าให้เขามีโอกาสลงสนามในลีกมากขึ้น

3.ก็องเต้เท่ระเบิด
เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ยังคงพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาไม่ได้โดดเด่นแค่เรื่องเกมรับอย่างเดียว แต่เกมรุกก็ยอดเยี่ยมด้วยเช่นกัน จังหวะสอดขึ้นมาในกรอบเขตโทษและยิงประตูเมื่อคืนที่ผ่านมาต้องบอกว่าทำได้ดีไม่แพ้แนวรุกคนอื่นๆ โดยฤดูกาลนี้โอกาสยิงตรงกรอบ 3 ครั้งของเขาเป็นประตูทั้งหมด

4.ความหวังไล่ล่าแชมป์
การเก็บชัยชนะของ “หงส์แดง” ก่อนเกมนี้ทำให้โยนความกดดันมาถึงผู้เล่น แมนฯซิตี้ เพราะพวกเขาต้องชนะสถานเดียวเท่านั้นไม่อย่างนั้นคะแนนอาจจะห่างเกินไปจนพวกเขาหมดลุ้นแชมป์ ซึ่ง “เรือใบสีฟ้า” ก็ตอบสนองได้เยี่ยมและแซงชนะ เชลซี ได้สำเร็จทำให้แต้มยังคงตามหลังจ่าฝูง 9 แต้มเช่นเคย
น่าจะเป็นการเรียกความมั่นใจได้อีกครั้งหลังจากการพ่ายแพ้หมดรูปที่ แอนฟิลด์ หลังจากนี้พวกเขามีเกมพบ นิวคาสเซิ่ล และเบิร์นลีย์ ซึ่งเชื่อว่าหากไม่ประมาทพวกเขาก็น่าจะยังไล่บี้กลุ่มหัวตารางกันต่อไป ก่อนจะมีโปรแกรมสำคัญกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ต้นเดือนหน้า

5.เป๊ปเสียสถิติครองบอลน้อยสุดในรอบ 381 เกม
เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เทรนเนอร์เรือใบสีฟ้า ที่มีจุดเด่นการทำทีมคือ ครองบอลมากกว่าคู่แข่ง ซึ่งเป็นสไตล์ที่เขาทำมาตลอดนับตั้งแต่ คุม บาร์เซโลน่า, บาเยิร์น มิวนิค และ ซิตี้ อย่างไรก็ตาม จากเกมล่าสุด ทีมของ กวาร์ดิโอล่า ครองบอลได้เพียง 46.74% เท่านั้น โดยตัวเลขนี้นับเป็นเปอร์เซ็นการครองบอลที่ต่ำที่สุดที่เขาเคยคุมทีมมาตลอด 381 นัดบนลีกสูงสุดไม่ว่าจะคุมทีมไหนก็ตาม

6.หยุดสถิติซิวชัย!
หลังจาก แมนฯซิตี้ ซิวชัยชนะเหนือ เชลซี นั่นทำให้พวกเขาหยุดสถิติชนะในลีกของ “สิงห์บลูส์” ไว้ที่ 6 นัดติดต่อกัน และยังสามารถหยุดสถิติชนะนอกบ้านไว้ที่ 7 นัดติดต่อกันในทุกรายการด้วย นอกจากนี้ยังทำให้ เชลซี เป็นทีมที่เสียประตูมากที่สุดในการเล่นเกมเยือนในลีกฤดูกาลนี้ (14 ประตู) แต่ในทางกลับกันทีม สิงโตน้ำเงินคราม ก็เป็นทีมที่ยิงประตูมากที่สุดในการเล่นเกมเยือนซีซั่นนี้ (19 ประตู)

ดิบาล่า-แฟร์นองเดส” นำทัพไลน์อัพ “สเปอร์ส” หลังจาก โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสเพิ่งถูกแต่งตั้งเป็นนายใหญ่ ไก่ คนใหม่ แทน เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ที่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง

โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือป้ายแดง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ แสดงให้เห็นถึงความกระตือรืนร้นในการกลับมารับงานคุมทีมอีกครั้ง โดยล่าสุดลงคุมทัพนักเตะ “ไก่เดือยทอง” ลงซ้อมนัดแรกเรียบร้อย

โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมคนใหม่ของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สโมสรดังแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ลงคุมการฝึกซ้อมของบรรดาลูกทีมเป็นครั้งแรกเรียบร้อย เมื่อวันพุธที่ 20 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา หลังจากที่เซ็นสัญญาคุมทีมได้ไม่กี่ชั่วโมง

แนวทางของมูรินโญ่ ซึ่งถูก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เด้งพ้นเก้าอี้กุนซือช่วงกลางเดือนธันวาคม ปีก่อน ก้าวขึ้นมาเป็นกุนซือ “ไก่เดือยทอง” แทน เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งไปเมื่อวันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน ซึ่ง ยอดกุนซือชาวโปรตุกีสวัย 56 ปี ก็ไม่รอช้า โดยเริ่มคุมการฝึกซ้อมของลูกทีมทันทีที่ ฮ็อทสเปอร์ เวย์ และมีการพูดคุยกับนักเตะตัวหลักของทีมหลายคน อาทิเช่น แฮร์รี่ เคน และ เดเล่ อัลลี

หน้าเสื่อ ปัจจุบัน สเปอร์ส รั้งอันดับ 14 ในตารางคะแนน พรีเมียร์ลีก มี 14 แต้ม จากการลงแข่ง 12 นัด โดยพวกเขามีคิวบุกไปเยือน เวสต์แฮม ยูไนเต็ด วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายนนี้

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างแน่นอนโดยเฉพาะในการซื้อตัวผู้เล่น และเมื่อถึงช่วงตลาดซื้อ-ขายนักเตะเป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าจับตามองว่ากุนซือ “เดอะ สเปเชียล วัน” จะสามารถดึงซูเปอร์สตาร์เข้ามาร่วมทีมตามที่เคยทำได้กับหลายๆทีมได้หรือไม่ วันนี้เรารวบรวมสองไลน์อัพที่สื่ออังกฤษคาดการณ์เอาไว้โฉมหน้าแผนการเล่น สเปอร์ส ฤดูกาลหน้าจะออกมาเป็นอย่างไร  

 

ตลาดนักเตะสำหรับแผนแรกตามความคาดหมายจาก เดอะ ซัน นั้น สเปอร์ส จะได้ใช้ระบบ 4-2-3-1 โดยได้สองสตาร์ดังอย่าง เปาโล ดิบาล่า กองหน้าอาร์เจนไตน์จาก ยูเวนตุส และ บรูโน่ แฟร์นันดส์ มิดฟิลด์โปรตุกีสจาก สปอร์ตติ้ง ลิสบอน ที่ทั้งคู่เคยตกเป็นข่าวเชื่อมโยงตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา 

โดย แฟร์นันดส์ ที่จะมีค่าตัว 65 ล้านปอนด์ จะเข้ามาทดแทนตำแหน่งของ คริสเตียน เอริคเซ่น ที่ส่อแววอำลาทีมหลังไม่ต่อสัญญาฉบับใหม่ ส่วน ดีบาล่า จะมายืนริมเส้นทางฝั่งขวา ขณะที่อีกหนึ่งแข้งใหม่คือ ยูเซฟ แบ็กขวาจากนีซ ที่โชว์ฟอร์มโดดเด่นกับต้นสังกัด โดยคาดว่าจะมีค่าตัวราว 35 ล้านปอนด์ จะมายึดตำแหน่งแทน แซร์จ โอริเยร์ ที่ทำผลงานได้ไม่ดี 

ส่วนคู่เซ็นเตอร์จะเป็น ฮวน ฟอยธ์ และ ดาวินซอน ซานเชซ ที่จะมายึดตัวจริง แทน โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ และ แยน แฟร์ตองเก้น ที่ทั้งคู่มีอายุมากแล้ว

ขณะที่อีกหนึ่งแผนตามความคาดหมายจาก ดิ เอ็กเพรส สเปอร์ส จะใช้ระบบ 3-4-2-1 โดยจะได้ ฮาคิม ซีเย็ค มิดฟิลด์ฟอร์มแรงจาก อาแจ็กซ์ ที่จะมาแทน คริสเตียน เอริคเซ่น โดยจะมาทำเกมรุกร่วมกับ เดเล่ อัลลี่ อยู่หลังกองหน้าอย่าง แฮรี่ เคน 

ส่วนเกมรับจะมี ดาโยต์ อูปาเมคาโน่ กองหลังดาวรุ่งจาก แอร์เบ ไลป์ซิก ที่กำลังตกเป็นข่าวมายืนเป็นสามกองหลังร่วมกับ ดาวินซอน ซานเชซ และ โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ ขณะที่แบ็กสองฝั่งเป็น ไรอัน เซสเซยง ที่จะขึ้นมาเบียดตัวจริงของ แดนนี่ โรส ส่วนทางขวายังใช้ แซร์จ โอริเยร์ ประจำการเช่นเดิม 

เจาะผลงาน แวร์เนอร์ เป้าหมายที่หลายทีมแอบจ้องจับตัวอยู่

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ติโม แวร์เนอร์ ลิเวอร์พูล

ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่ง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่เป็นทีมอันดับ 1 ของพรีเมียร์ลีกตอนนี้ แทบจะถึงขั้นสมบูรณ์แบบ แม้ว่าพักหลังจะเสียประตูบ่อยจนถึงขั้นเก็บคลีนชีทไม่ได้มาแล้ว 9 นัดติดต่อกันในทุกรายการ แต่มันก็ยังไม่ถึงขั้นโคม่า ส่วนเกมรุกก็ดุดันสุดๆ เพราะตลอดทั้งฤดูกาลนี้พวกเขายิงประตูไม่ได้แค่นัดเดียวจาก 19 เกมในทุกรายการ

ตลอดเวลาที่ผ่านมามันก็มีกระแสข่าวลืออยู่เรื่อยๆ ว่า ลิเวอร์พูล ให้ความสนใจในตัว ติโม แวร์เนอร์ กองหน้าคนเก่งของ แอร์เบ ไลป์ซิก ทีมแกร่งแห่งเวที บุนเดสลีกา เยอรมัน อยู่ หลังจากว่ากันว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม “หงส์แดง” เป็นแฟนตัวยงของเขามานานแล้ว

ทั้งนี้ แวร์เนอร์ ได้รับการจับตามองจากคนในวงการฟุตบอลเยอรมันมาพักใหญ่แล้ว หลังจากทำผลงานได้ดีมาตั้งแต่ฤดูกาล 2016-17 โดยในฤดูกาลดังกล่าวเขาทำได้ 21 ประตู จากการลงเล่นในลีก 31 นัด แม้ว่าในอีก 2 ซีซั่นถัดมาผลงานจะดร็อปลง จากการทำได้ 13 ประตู จากการลงเล่นในลีก 32 เกม ในซีซั่น 2017-18 และ 16 ประตูจากการลงสนามในลีก 30 นัด ในฤดูกาล 2018-19 แต่ซีซั่นนี้เขาก็ทำไปแล้ว 11 ประตู จากการลงเล่นในลีก 11 นัด

ที่จริงนอกจาก ลิเวอร์พูล มันก็ยังมีอีกหลายทีมที่มีข่าวว่าอยากได้ แวร์เนอร์ อย่างเช่น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นต้น และวันนี้เราจะมาเจาะลึกผลงานของเขาในฤดูกาลนี้กันว่ามันดีแค่ไหน เพื่อจะได้รู้ว่าเขาคู่ควรกับการเป็นเป้าหมายของเหล่าทีมใหญ่ๆ รึเปล่า

การยิงให้ได้คือหน้าที่หลักของกองหน้า และก็ตามที่บอกไปข้างต้นว่าเขาทำประตูในลีกได้ถึง 11 ลูก จากการลงเล่น 11 นัด ทำให้ค่าเฉลี่ยการทำประตูของเขาอยู่ที่ 1 ลูกต่อนัด ซึ่งเขาถือเป็นอันดับสองในชาร์ตนี้ แพ้แค่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ดาวยิง บาเยิร์น มิวนิค แค่คนเดียวเท่านั้น

นอกจากนี้ เขาก็สามารถทำประตูถึงหลัก 11 ลูกได้จากการมีโอกาสยิง 39 ครั้ง ซึ่งขนาด แซร์จ นาบรี้ ดาวเตะ บาเยิร์น จะมีโอกาสยิงน้อยกว่าเขาแค่นิดเดียว ที่จำนวน 36 หน แต่ก็ยังไม่สามารถทำประตูได้เยอะเท่ากับ แวร์เนอร์ เลยด้วย และมันแสดงให้เห็นว่าเขามีความเฉียบคมในระดับหนึ่งเวลาที่จบสกอร์

ในแผนของ คล็อปป์ กองหน้าตัวเป้าไม่ได้มีหน้าที่หลักในการทำประตูเพียงอย่างเดียว แต่ต้องช่วยผ่านบอลให้ปีก 2 ข้างทำประตูให้ได้ด้วย ซึ่งที่ผ่านมา โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ก็ทำผลงานในจุดนั้นได้อย่างยอดเยี่ยมจนช่วยปั้นให้ทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ กลายเป็นจอมถล่มประตูอยู่ในตอนนี้

ถึงกระนั้น แวร์เนอร์ ก็มีความสามารถในการผ่านบอลที่โดดเด่นไม่แพ้กัน เขามีค่าเฉลี่ยการผ่านบอลในจังหวะสำคัญๆ ในลีกอยู่ที่ 2.2 ครั้งต่อเกม ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับ 6 ร่วมของลีกถ้านับรวมทุกตำแหน่ง และเป็นอันดับ 1 ถ้านับเฉพาะนักเตะในตำแหน่งแดนหน้า นอกจากนี้ เขายังผ่านบอลระยะไกลได้แม่นยำ 0.8 ครั้งต่อเกม สูงเป็นอันดับ 3 ของลีกในตำแหน่งแดนหน้าด้วย

การที่จะทำให้เกมรุกตามแผนของ คล็อปป์ ไหลลื่นไปได้ด้วยดีนั้น นักเตะในแดนหน้าก็ต้องพาบอลขึ้นหน้าให้ดีเช่นกัน ซึ่งในฤดูกาลนี้ แวร์เนอร์ ก็มีความพริ้วไหวพอตัว เพราะสามารถเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้ 1.6 ครั้งต่อนัด สูงเป็นอันดับ 3 ร่วมของนักเตะในแนวรุก ในกลุ่มที่ลงเล่นอย่างน้อย 8 เกม

นอกจากนี้ เขาก็ยังเลี้ยงบอลได้ติดเท้าสุดๆ จนทำให้มีค่าเฉลี่ยการโดนแย่งบอลไปจากเท้าเพียงแค่ 1 ครั้งต่อเกมเท่านั้น ซึ่งในกลุ่มแข้งแนวรุกที่ลงเล่น 8 เกมขึ้นไป แข้งวัย 23 ปีถือเป็นคนที่โดนแย่งบอลจากเท้าได้น้อยที่สุดเป็นอันดับ 3 อีกต่างหาก แถมเขายังจับบอลพลาดเพียง 2.5 หนต่อเกม น้อยที่สุดเป็นอันดับ 6 ของลีกในกลุ่มนั้นด้วย